โรคกรดไหลย้อน

     
     โรคกรดไหลย้อนกำลังเป็นอีกหนึ่งโรคยอดฮิต ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดกันมากขณะนี้ เพราะเป็นโรคที่ใกล้ตัวทุกคนมาก ลักษณะอาการคล้ายคนเป็นโรคกระเพาะ ถ้าไม่ใส่ใจดูแลอาจลามกลายเป็นโรคมะเร็งที่หลอดอาหารได้ สำหรับลักษณะอาการของโรคกรดไหลย้อน นพ.พรเทพ ประทานวณิช แพทย์ผู้เชี่ยวชาญศัลยกรรมส่องกล้องและกล้องส่องผ่าตัด โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าวว่า โรคกรดไหลย้อนเกิดจากความผิดปกติของกล้ามเนื้อหูรูดนี้จะหย่อนตัวลง ทำให้กรดในกระเพาะอาหารไหลกลับเข้าไปในหลอดอาหารได้โดยง่าย โดยจะมีอาการแสบยอดอก ขย้อนหรือสำรอก รู้สึกเปรี้ยวหรือขมในปาก มักมีอาการเรอ จุก เสียด แน่น เป็นต้น สาเหตุสำคัญที่ทำให้คนเราเป็นโรคนี้คือ พฤติกรรมการบริโภคที่หันไปใช้ชีวิตแบบชาวตะวันตก ตื่นเช้ามาก็เร่งรีบไปทำงาน ไม่ค่อยกินข้าว กินแต่กาแฟ แถมยังชอบกินอาหารเย็นหนักๆ แล้วก็นอน อาหารจึงยังตกค้างอยู่ในกระเพาะ ร่างกายก็ต้องหลั่งกรดออกมาย่อยอาหารที่ยังตกค้างอยู่ ประกอบกับท่านอนไม่ถูกต้อง หัวเสมอหรือต่ำกว่าลำตัว ทำให้กรดในกระเพาะไหลย้อนขึ้นมาที่ลำคอ เกิดอาการแสบระคายเคืองขึ้นมาบนคอและถ้าปล่อยให้หลอดอาหารส่วนปลายระคาย เคืองไปนานๆ อาจทำให้หลอดอาหารเป็นมะเร็งได้ ส่วนทางแก้ไขโรคนี้ ผศ.นพ.ชฎิล ธาระเวช อาจารย์แพทย์ศัลยกรรม ประจำคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ เผยว่า ถ้าเป็นไม่มากก็ให้ลดปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคกรดไหลย้อน เช่น ลดชา กาแฟ และของมัน ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นทำให้กล้ามเนื้อหูรูดคลายตัว และเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหาร มาเป็นมื้อเช้า กลางวัน เย็น มื้อละไม่ต้องมาก แค่ให้พออิ่ม เพื่อให้มีอาหารในกระเพาะอย่างสม่ำเสมอ ที่สำคัญคือก่อนนอน 2-3 ชั่วโมง ควรงดอาหาร และนอนหนุนหมอนให้หัวสูงกว่าลำตัว สำหรับคนที่เป็นมากหน่อยก็อาจใช้ยาลดกรดช่วย และถ้าเป็นหนักๆ ควรพบแพทย์ เพื่อตรวจด้วยเครื่องตรวจกรดไหลย้อน ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ให้ผลแม่นยำมาก แล้วค่อยทำการผ่าตัด ปัจจุบันการผ่าตัดโรคนี้พัฒนาไปมาก สามารถใช้วิธีการส่องกล้องเข้าไปกระชับหูรูดให้แข็งแรงและมีแผลเพียงเล็กๆ ผู้เชี่ยวชาญย้ำเพื่อให้ความมั่นใจ

ที่มา หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เหงื่อบอกโรค


เหงื่อจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อร่างกายสัมผัสกับสิ่งกระตุ้น 2 อย่าง คือ ความร้อน และอารมณ์ ในทางการแพทย์ระบุว่า เหงื่อสามารถบ่งบอกอาการของโรคบางชนิดได้

ในนิตยสาร ชีวจิต ฉบับ พ.ย. พ.ญ.เมทินี ไชยชนะ แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป โรงพยาบาลฝาง จ.เชียงใหม่ อธิบายว่า โรคที่สัมพันธ์กับเหงื่อมี 2 ประเภท คือ 1.โรคที่ทำให้เหงื่อออกมาก

- เครียด เหงื่อจะออกมากบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า รักแร้ และหน้าผาก ประกอบกับมีอาการอื่นร่วม เช่น ชีพจรเต้นเร็ว ใจสั่น มือสั่น

- ต่อมธัยรอยด์เป็นพิษ หรือ คอพอก เหงื่อจะซึมออกมาทั่วตัว โดยเฉพาะบริเวณฝ่ามือทั้งสองข้าง ร่วมกับมีอาการขี้หงุดหงิด มือสั่น ขี้ตกใจ น้ำหนักลด ตาโปน ผมร่วง เหนื่อยง่าย ใจสั่น หิวน้ำบ่อย

- วัณโรค เหงื่อออกมากทั่วตัวในเวลากลางคืน สลับกับเป็นไข้ ไอเรื้อรัง

- เบาหวาน เหงื่อซึมทั่วตัว โดยเฉพาะที่ฝ่ามือและฝ่าเท้า ใจสั่น เหนื่อยหอบ หวิวๆ เหมือนจะเป็นลม

- โรคหัวใจ เหงื่อแตก ร่วมกับใจสั่น เหนื่อยหอบ ขณะออกกำลังกาย หากมีอาการแน่นที่คอและหน้าอก เหงื่อออกตามนิ้วมือนิ้วเท้าทุกครั้งที่ออกกำลังกาย มีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจสูง

- ภาวะใกล้หมดประจำเดือน เนื่องจากสมองหลั่งฮอร์โมนเพศหญิง โพรเจสเทอโรน น้อยลง เหงื่อจะออกมากในเวลากลางคืน 2.โรคที่ทำให้เหงื่อออกน้อย ผู้ที่เหงื่อออกน้อยผิดปกติ เนื่องจากต่อมเหงื่อทำงานบกพร่อง มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะความร้อนในร่างกายสูง อาจก่อให้เกิดโรคตามมาดังนี้ - โรคผิวหนัง เช่น ผด ผื่น สะเก็ดเงิน ผิวแห้งแตกหยาบ เนื่องจากต่อมเหงื่อใต้ผิวหนังถูกกดไว้จนไม่สามารถขับเหงื่อได้ตามปกติ ทำให้เกิดอาการอุดตันในขุมขนและเป็นโรคได้ในที่สุด
- ไมเกรน คนที่มีความเครียดเป็นทุนเดิม ชีพจรเต้นเร็วกว่าปกติ ทำให้เกิดการใช้พลังงานมากกว่าปกติ หากร่างกายได้รับการกระตุ้นจนเกิดความร้อนสะสมแต่กลับไม่มีเหงื่อออกมา อาจทำให้ใจสั่น นอนไม่หลับ เกิดภาวะปวดศีรษะอย่างรุนแรงจนเป็นไมเกรน
คุณหมอเมทินี เสริมว่า โรคที่ทำให้เกิดความผิดปกติของเหงื่อใช่ว่าจะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ ต้องมีปัจจัยอื่นร่วมอีกหลายอย่าง แต่มีทางป้องกันได้ ด้วยการหมั่นดูแลสุขภาพตัวเอง ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 1 ลิตร ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขับเหงื่อของร่างกาย และเลือกสถานที่อยู่ให้เหมาะสม ไม่ร้อนหรือแห้งเกินไป จะช่วยป้องกันโรคอันเกิดจากต่อมเหงื่อทำงานบกพร่องได้

ที่มา : หนังสือพิมพ์ข่าวสด

ผักใบเขียวช่วยปกป้องความจำ


     เอเจนซี กินผักมาก โดยเฉพาะผักใบเขียวที่อุดมด้วยวิตามินอี ช่วยให้อายุสมองอ่อนเยาว์ลง ชะลอปัญหาความจำเสื่อมในคนแก่ การกินผักใบเขียวมากๆ ดีต่อสมองผู้สูงวัย ช่วยชะลอปัญหาความจำเสื่อม
การศึกษาผู้สูงวัยทั้งชาย-หญิงจำนวนเกือบ 4,000 คนในชิคาโกนาน 6 ปี พบว่าผู้ที่กินผักวันละมากกว่า 2 มื้อ มีอายุสมองอ่อนเยาว์ลงถึง 5 ปี ขณะที่อัตราการเปลี่ยนแปลงของความจำช้าลง 40%
     ผักใบเขียว เช่น ผักโขม คะน้า ดูจะเป็นผักที่ให้คุณค่าในด้านนี้มากที่สุด นักวิจัยอธิบายว่า อาจเป็นเพราะผักใบเขียวอุดมด้วยวิตามินอี ซึ่งเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ต่อสู้กับสารเคมีที่ร่างกายผลิตขึ้นมาทำลายเซลล์ ปกติแล้วผักมีวิตามินอีมากกว่าผลไม้ ซึ่งในการศึกษานี้ไม่พบว่า มีอิทธิพลต่อความจำของอาสาสมัครแต่อย่างใด นอกจากนั้น บ่อยครั้งที่มีการกินผักร่วมกับไขมันที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ เช่น น้ำสลัด ทำให้ร่างกายดูดซึมวิตามินอีและสารต่อต้านอนุมูลอิสระอื่นๆ ได้ดียิ่งขึ้น มาร์ทา แคลร์ มอร์ริส นักวิจัยของสถาบันรัชเพื่อสุขอนามัยผู้สูงวัยในศูนย์การแพทย์ของมหาวิทยาลัยรัชในชิคาโก สหรัฐฯ เสริมว่า ไขมันดังกล่าวช่วยรักษาระดับคลอเรสเตอรอล และป้องกันไม่ให้หลอดเลือดอุดตัน ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญต่อสุขภาพสมอง
     ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์อยู่ในวารสารนิวโรโลจีฉบับสัปดาห์นี้ และได้รับทุนสนับสนุนจากสถาบันผู้สูงวัยแห่งชาติ จัดทำโดยการขอให้อาสาสมัครอายุ 65 ปีเป็นอย่างต่ำ จำนวน 3,718 คน ตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับพฤติกรรมการกิน โดยปริมาณผักแต่ละมื้อเท่ากับครึ่งถ้วยสำหรับผักหั่นแล้ว และ 1 ถ้วยสำหรับผักดิบ
อาสาสมัครเหล่านี้ยังต้องรับการทดสอบความจำ 3 ครั้ง ประกอบด้วยการทดสอบความจำระยะสั้นและความจำระยะยาว ด้วยการขอให้นึกถึงเรื่องที่เพิ่งเล่าให้ฟังไป นอกจากนั้น อาสาสมัครยังต้องเล่นเกมสัญลักษณ์และเกมตัวเลขโดยรวมแล้วอาสาสมัครทำคะแนนได้ไม่ดีนัก ยกเว้นผู้ที่กินผักวันละมากกว่าสองมื้อที่พบว่า มีอัตราเสื่อมของสมองน้อยกว่าผู้ที่กินผักน้อยกว่าหรือไม่กินเลย และมีคะแนนเทียบเท่าคะแนนที่คาดว่าคนอายุน้อยกว่านั้น 5 ปีน่าจะทำได้
      ผลการศึกษายังพบว่า คนที่กินผักมากสามารถเดินเหินหรือทำกิจกรรมต่างๆ ได้คล่องแคล่วว่องไวกว่า
อย่างไรก็ดี การศึกษานี้มุ่งเฉพาะประเด็นความเสื่อมของสมอง แต่ไม่ได้ดูว่ามีอาสาสมัครคนใดเป็นโรคอัลไซเมอร์หรือไม่

เครดิต  http://www.samunpri.com/?p=4497

การคิด

       
       การคิด เป็นกระบวนการทางสมองที่มีศักยภาพสูง เป็นความสามารถที่มีอยู่ใน ตัวมนุษย์ที่สามารถแสดงออกด้านภาษาพูด ภาษาสัญลักษณ และลักษณะท่าทางต่างๆ เพื่อสื่อสารให้บุคคลอื่น ได้รับรู้ความรู้สึกนึกคิดของตน
ปัจจัยพื้นฐานของการคิด
       ปัจจัยพื้นฐานของการคิด ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบที่สำคัญ คือ
1. คุณลักษณะของผู้คิด
2. สิ่งเร้า
3. สื่อและอุปกรณ์สำหรับช่วยคิด
1. คุณลักษณะของผู้คิด การที่มนุษย์เรามีสามารถ ในการคิดที่แตกต่างกัน ต้องอาศัยปัจจัย ที่เป็นพื้นฐานเริ่มจากตัวผู้คิดเองจะต้อง มีคุณลักษณะ ที่เอื้อต่อการคิด ได้แก่ ความปกติของสมอง ความมีวุฒิภาวะทางอารมณ์ และอาศัยขอ้อมูลที่มีอยู่ ประสบการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมาแล้ว
2. สิ่งเร้า เป็นตัวกระตุ้นให้ผู้คิดเกิดความสนใจเอาใจใส่ สังเกต พิจารณาไตร่ตรอง เพื่อให้เกิดกระบวนการคิด การคิดจะเกิดขึ้น เมื่อประสาทรับรู้ได้รับ การกระตุ้นจากสิ่งเร้า ซึ่งสมองจะเลือกรับรู้สิ่งที่มากระตุ้นนั้น สิ่งเร้าาที่เกิดขึ้นอาจเปน็ สภาพแวดลอ้อมต่างๆ ที่ได้จาก คน สัตว์ สิ่งของ ความต้องการ และเหตุการณ์
3. สื่อและอุปกรณ์สำหรับช่วยคิด จินตนาการตลอดจนอุปกรณ์ต่างๆ ที่ช่วยสนับสนุนให้เกิดการคิดขึ้นมา เช่น รูปทรงของเรขาคณิต โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เป็น การสนับสนุน ทางด้านที่ทำให้เกิดทักษะการคิดเป็นต้น
ในขณะที่คิด เครื่องมือที่ใช้ในการคิดของมนุษย์ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ
1. ภาพพจน์ในการคิด
2. ภาษา
3. สัญลักษณ์
ภาพพจน์ เป็นสิ่งที่เกิดแทนวัตถุต่างๆหรือแทน ประสบการณ์ของผู้คิดซึ่งอาจจะเกิดขึ้นทางตาหรือทางหู
ภาษา เป็นสิ่งสำคัญของกระบวนการคิดการแก้ปญัญหา เพราะภาษาเป็นสื่อกลางความคิดของมนุษย์
สัญลักษณ์ สิ่งที่ใช้เป็นเครื่องหมายหรือตัวแทนวัตถุเหตุการณ์ และการกระทำต่างๆ เช่น สัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์
กริยาท่าทาง การพยักหน้า การสั่นหน้า
ประเภทของการคิด
       การคิดแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1. การคิดอย่างมีจุดมุ่งหมาย
2. การคิดอย่างไม่มีจุดมุ่งหมาย
1. การคิดอย่างมีจุดมุ่งหมาย เป็นการคิดที่หาเหตุผล สามารถนำไปใช้ในการแก้ปัญหาอยู่ในรูปของกระบวนการ เป็นการคิดอย่างมีระบบ มีเหตุผล เป็นวิทยาศาสตร์
2. การคิดอย่างไม่มีจุดมุ่งหมาย คือการคิดเลื่อนลอย คิดเพ้อฝัน ไม่มีจุดหมาย ไม่มีขอบเขต เป็นการคิดแบบคล้อยตามสิ่งเร้า
ในโลกของสังคมมนุษย์ความคิดและการกระทำของบุคคลสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภทด้วยกัน คือ
ประเภทที่ 1 คิดและทำ
ประเภทที่ 2 คิดแต่ไม่ทำ
ประเภทที่ 3 ทำแต่ไม่คิด
ประเภทที่ 4 ไม่คิด ไม่ทำ
ประเภทที่ 1 คิดและทำ บุคคลประเภทนี้จะเป็นนักคิด และลงมือปฏิบัติ คือ เป็นผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์ปัญหาเป็น มีหลักการ มีอุดมการณ์ และมีความเป็นนักวิชาการอยู่ในตนเอง ผู้ที่เป็นนักปฏิบัติคือ ผู้ที่มีความพรอ้อมในการทำางานหรือลงมือกระทำ
ตามความรับผิดชอบอย่างเต็มที่ และรับผิดชอบทุกขั้นตอนของการทำงาน
ประเภทที่ 2 คิดแต่ไม่ทำ บุคคลประเภทนี้ จะเป็นนักคิดแต่ไม่ลงมือปฏิบัติ เหตุผลของการไม่ปฏิบัติของแต่ละบุคคล แตกต่างกันออกไป บางคนไม่กระทำเพราะไม่มีบทบาทหน้าที่ บางคนไม่กระทำเพราะไม่เห็นด้วยกับแนวคิด บางคนไม่กระทำเพราะไม่มีกำาลังใจ ทอ้อแท้ และไม่เห็นความสำาคัญของงาน บางคนไม่ทำเพราะไม่มีโอกาสที่จะกระทำ และบางคนไม่ทำเพราะเป็นค่านิยมส่วนบุคคลที่ชอบความสะดวกสบาย
ประเภทที่ 3 ทำแต่ไม่คิด บุคคลประเภทนี้ เป็นนักปฏิบัติที่กระทำ แต่ไม่มีโอกาสใน การมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นเสนอแนะ กำหนดนโยบาย และแนวทางการปฏิบัติงาน หรืออาจจะเป็นบุคคลที่ชอบทำงานตามกฎระเบียบข้อบังคับ หรืองานประจำ จนเกิดความเคยชิน และไม่เกิดความคิดสร้างสรรค์
ประเภทที่ 4 ไม่คิด ไม่ทำ บุคคลประเภทนี้จะไม่เป็นทั้ง นักคิดและนักปฏิบัติ สาเหตุอาจเกิดจากค่านิยมส่วนบุคคล หรืออาจเกิดจากบุคคลประเภทที่ 2 คือ คิดแต่ไม่ทำมาก่อน เมื่อเวลาผ่านไปนานๆ เข้า ความคิดเริ่มถดถอยหมดกำลังใจที่จะคิดตอ่ ไปจนกลายสภาพมาเป็นบุคคลที่ไม่คิด ไม่ทำ

ดื่มน้ำ...เพื่อสุขภาพ



การดื่มน้ำเมื่อท้องว่าง 

     การดื่มน้ำเมื่อท้องว่างผ่านกระเพาะอาหาร เพื่อรักษาสุขภาพที่ดี ในประเทศญี่ปุ่นทุกวันนี้ เป็นที่นิยมดื่มน้ำทันที หลังจากตื่นนอนตอนเช้า (ก่อนแปรงฟัน) เพื่อการรักษาสุขภาพที่ดี มีการทดลองทางวิทยาศาสตร์ พบว่าน้ำสามารถใช้ชะลอความแก่ และสามารถบำบัดรักษาโรคเหล่านี้ได้ผล 100% (แบบค่อยเป็นค่อยไป ต้องใช้ระยะเวลา) ปวดหัว ปวดตามตัว โรคระบบหัวใจ โรคไขข้ออักเสบ โรคหัวใจเต้นเร็ว โรคลมบ้าหมู โรคอ้วน โรคหลอดลมอักเสบ โรคหืด วัณโรค อาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ไขสันหลังอักเสบ โรคไตและยูริก โรคแสลงคลื่นไส้ต่างๆ โรคกระเพาะ โรคท้องร่วง โรคริดสีดวงทวาร โรคเบาหวาน โรคอาการท้องผูก โรคตา โรคภายในสตรี มะเร็ง รอบเดือนไม่ปกติ โรคคอ หู จมูก

วิธีการปฏิบัติ 

1. ตื่นนอนตอนเช้า ก่อนแปรงฟัน ให้ดื่มน้ำ 4 แก้ว ( 640 ซีซี )
2. หลังจากนั้นสามารถและล้างหน้าอาบน้ำได้ แต่ต้องไม่ดื่ม หรือรับประทานอะไร จนกว่า 45 นาทีผ่านไป จึงจะรับประทานได้ตามปกติ
3. หลังรับประทานอาหารเช้า กลางวัน เย็น ไปแล้ว 15 นาที ไม่ควรดื่มน้ำหรือรับประทานอะไร จนกว่า 2 ชั่วโมงผ่านไป
4. ผู้ป่วย หรือคนชรา ที่ไม่สามารถดื่มน้ำ 4 แก้ว ก็ให้ค่อยๆ ดื่ม ค่อยเป็นค่อยไปเรื่อยๆ จนได้ครบ 4 แก้ว

ข้อปฏิบัติ 4 ข้อดังกล่าว จะทำให้ท่านบำบัดรักษาโรคที่เป็นอยู่ค่อยๆเบาและหายขาดได้ในที่สุด ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น และไม่มีผลข้างเคียงใดๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่อาจปัสสาวะบ่อยขึ้น แลหลังดื่มน้ำไปแล้วประมาณ 1-2 ชั่วโมง จะปวดปัสสาวะ

จากสถิติข้อมูลโรคที่บำบัดรักษา ทำให้หายได้ภายในเวลา ดังนี้ 

1. โรคความดันโลหิตสูง 30 วัน
2. โรคกระเพาะ 10 วัน
3. โรคเบาหวาน 30 วัน
4. โรคท้องผูก 10 วัน 



ที่มา   http://variety.teenee.com/science/7502.html 

การตั้งเป้าที่เป็นจริง

     
     ตั้งเป้าที่เหมาะสมให้กับตัวเองสำหรับการมีรูปร่างที่ดีและต้องบันทึกไว้เพื่อติดตามผลความก้าวหน้า
     ถ้าคุณมีรูปร่างไม่สมส่วนก็ให้เริ่มต้นออกกำลังกายอย่างช้าๆและค่อยๆเพิ่มการออกกำลังกายประจำวัน โดยการเพิ่มเวลาออกกำลังกายมากขึ้นโดยที่ต้องไม่ออกกำลังกายมากเกินจนเป็นอันตรายต่อตนเอง และการตั้งเป้าหมายเพื่อดูผลงานของคุณจะทำให้คุณมีกำลังใจมากขึ้น
     นาฬิกาเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดสำหรับใช้วัดผลความก้าวหน้าในการออกกำลังกายของคุณเอง เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้เพื่อสุขภาพที่ดีสำหรับตัวคุณ

30 ความคิดดีๆ วิธีเรียกความสุขแบบง่ายๆ






1.นึกไว้เสมอว่าการโกรธ 1 นาที จะทำให้ความทุกข์อยู่กับคุณ 3 ชั่วโมง

2.ถ้ายิ้มให้กับคนที่อยู่ในกระจก รับรองว่าเขาต้องยิ้มกลับมาทุกครั้งแน่

3.ลองปลูกต้นไม้เองสักต้น การเติบโตของมันจะบ่งบอกตัวตนของคุณได้

4.หลับตานิ่งๆสักสามนาที เมื่อรู้สึกว่าอะไรที่อยู่ตรงหน้ามันช่างยากเหลือเกิน

5.ระหว่างแปรงฟัน ฮัมแพลงด้วยจนจบ จะทำให้ฟันสะอาดขึ้นสองเท่า

6.เคี้ยวข้าวแต่ละคำให้ช้าลง จากที่รสชาดธรรมดา ก็จะอร่อยขึ้นเยอะเลย

7.ไม่ว่าผมจะสั้นหรือยาวแค่ไหน ก็ต้องการให้หวีอย่างถนุถนอมเหมือนกันหมด

8.การขึ้นลงบันใดสูงๆ แบบไม่ให้เมื่อย คือการไม่นับว่ากำลังยืนอยู่บันใดขั้นที่เท่าไร

9.คนตาบอดจะเห็นว่าคุณสวย/หล่อมากๆทันที ที่คุณถามเขาว่า "ช่วยพาข้ามถนนไหมคะ/ครับ?"

10.เมื่อจะหยิบเศษเงินให้ขอทาน ไม่จำเป็นต้องนับก่อนที่หย่อนลงกรป๋องหรอก


11.ควรหัดพูดคำว่า "ไม่เป็นไร" ให้เคยปากมากกว่าการพูดคำว่า "จะเอายังไง"

12.ลองตั้งนาฬิกาให้เร็วขึ้น 15 นาที รับรองว่าจะไม่ค่อยไปสายเหมือนก่อน

13.สัตว์เลี้ยงที่บ้านเก็บความลับเก่ง เรื่องที่ไม่อยากให้ใครรู้จึงควรเล่าให้มันฟัง

14.อาหารที่ไม่ชอบกินตอนเด็ก ลองตักเข้าปากอีกที เผื่อจะกลายเป็นอาหารจานโปรด

15.เขียนชื่อคนที่เกลียดใส่กระดาษแล้วฉีกทิ้ง ความเกลียดจะเบาบางลงเรื่อยๆ

16.ให้ปล่อยให้น้ำตาไหลโดยไม่ต้องเช็ด เมื่อน้ำตาแห้งแล้วแทบดูไม่ออกว่าเพิ่งร้องให้

17.ตุ๊กตาและของเล่นเก่าๆ จะทำให้เรายิ้มได้เสมอเมื่อไปหยิบมาเล่นอีกครั้ง

18.ก่อนจะซื้ออะไรก็ตาม ต้องคิดหาประโยชน์ของมันให้ได้อย่างน้อยสามข้อก่อน

19.ถึงเสื้อกางเกงในตู้จะมีอยู่น้อย แต่ถ้าใส่สลับกันไปเรื่อยๆ ก็ดูเหมือนมันมีเยอะเอง

20.ซาลาเปา 1 ลูกกินได้ 2 คน ลูกชิ้นปิ้ง 1 ไม้กินได้ 4 คนถ้าคุณคิดจะแบ่งเท่านั้นเอง 


21.เลือกให้ของขวัญคนที่ไม่เคยได้ดีกว่า ให้คนที่ได้เยอะจนจำชื่อคนที่ให้ไม่ได้

22.ในวันที่รู้สึกเศร้าๆ เหงาๆ เดินไปซื้อดอกไม้ให้ตัวเองสักดอกก็จะดีขึ้น

23.แอบรักใครสักคน ยังไงก็ยังดีกว่าไม่เคยรู้ว่าความรู้สึกรักมันเป็นอย่างไร

24.ถึงจะไม่ออกไปไหน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะแต่งตัวสวยๆ หล่อๆ ไม่ได้นิ

25.ฝึกโรแมนติกง่ายๆ คนเดียวบ้าง ด้วยการนั่งนับดาวให้ครบ 100 ดวงก่อนนอน

26.ถ้าคุณเช็ดกระจกที่ขุ่นมัวที่สุดจนใสได้ ทำไมคุณจะเรียนดีกว่านี้ไม่ได้

27.พยายามอ่านหนังสือทุกชนิดในมือให้จบเล่ม มันอาจจะไม่สนุกแต่ก้มีประโยชน์แฝงอยู่

28.วันที่ตื่นเช้าๆ ให้บิดขี้เกียจนานที่สุดเท่าทีจะนานได้ ถ้าขี้เกียจออกกำลังกาย

29.แค่เอาข้าวที่กินไม่หมดไปให้หมาที่เดินผ่าน ก็เป็นการทำบุญที่ไม่ต้องลงทุนแล้ว

30.ปิดไฟดวงที่ไม่จำเป็นในบ้าน แม่จะได้มีค่าขนมเพิ่มขึ้นอีกหลายบาท 


ที่มา : http://webboard.yenta4.com/topic/46278

การนอน

    
     การนอนหลับ คือ สภาวะทางร่างกายขณะไม่มีสติสัมปชัญญะเป็นธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ทุกคนคืนแล้วคืนเล่า แม้ว่าจะให้มนุษย์อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีแสงสว่างสม่ำเสมอ ไม่มีสัญญาณใดๆ บ่งบอกเวลากลางวันหรือกลางคืนก็ตามการง่วงหลับและการตื่นขึ้นก็จะยังสามารถเกิดขึ้นได้โดยอัตโนมัติ
     โดยทั่วไปเรามักเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนต้องการนอนหลับพักผ่อน 7 - 9 ชั่วโมงจึงเพียงพอ แต่ความเป็นจริง มีคนจำนวนไม่น้อยที่ต้องการนอนน้อยกว่านี้ก็ทำให้สดชื่นได้ สามารถดำเนินกิจกรรมต่างๆ ในช่วงกลางวัน ได้เป็นปกติ แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่ต้องการนอนมากกว่า 8 ชั่วโมงจึงจะพอในทารกแรกเกิดพบว่าเด็กนอนได้เกือบตลอดทั้งวัน ยกเว้นช่วงที่ตื่นขึ้นมากินนม เมื่ออายุได้ 1 ขวบ เวลา นอนและเวลาตื่นจะเท่าๆ กันคือ 12 ชั่วโมง ในเด็กโตความต้องการนอนจะลดเหลือประมาณ 10 ชั่วโมง ในวัยรุ่นและผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ต้องการการนอน 7-8 ชั่วโมง บางคนนอนน้อยกว่านี้ (< 6 ชั่วโมง) และ บางคนมากกว่านี้ (>9 ชั่วโมง) เช่น อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นอนหลับมากกว่า 10 ชั่วโมงในแต่ละคืน แต่วิคเตอร์ ฮิวโก และวินสตัน เชอร์ชิลล์ ไม่นอนเกิน 5 ชั่วโมงต่อคืน การนอนจะเริ่มลดระยะเวลาลง เมื่อคนเราอายุมากขึ้น ในผู้สูงอายุเวลาการนอนกลางคืนจะลดลง ตื่นบ่อย และมักนอนกลางวัน
     ดังนั้นมนุษย์แต่ละคนต้องการการนอนไม่เท่ากัน นอนเท่าไรถึงจะเพียงพอจึงขึ้นอยู่กับความรู้สึก เฉพาะตัวที่ทำให้สดชื่น และกระปรี้กระเปร่าพร้อมที่จะทำงานในวันใหม่ได้อย่างเต็มที่ การนอนหลับสำคัญกว่าที่เราคิด ถึงแม้มนุษย์จะนอนหลับคืนแล้วคืนเล่า แต่การนอนหลับเป็น กิจกรรมที่เข้าใจยากที่สุดอย่างหนึ่งของมนุษย์ ทั้งที่ช่วงการ นอนหลับเป็นช่วงที่อันตรายที่สุด เพราะการรับรู้โลกภายนอก และความสามารถในการป้องกันตนเองจะลดลงอย่างมากปลาโลมาซึ่งต้องขึ้นมาหายใจที่ผิวน้ำเป็นระยะๆ ยังนอนหลับ โดยที่มีสมองอีกซีกหนึ่งตื่นอยู่เสมอ การศึกษาของมูลนิธิการนอนหลับแห่งชาติ (National Sleep Foundation) สหรัฐอเมริกาพบว่า 21% ของ ประชาชนอเมริกันมีปัญหาเกี่ยวกับการนอนหลับ จนถึงขั้นมีปัญหา ง่วงนอน และรบกวนความสามารถในการทำงานช่วงกลางวัน
อย่างน้อย 2-3 วัน ต่อสัปดาห์ และที่น่าตกใจคือ 17% ของชาวอเมริกันเคยงีบหลับขณะขับรถในช่วงปี ที่ผ่านมา โดยที่ 1-3% ของอุบัติเหตุทางรถยนต์มาจากความง่วงนอนของคนขับ จากหลายสาเหตุทั้ง การอดนอนจากการเที่ยวกลางคืนของวัยรุ่น การทำงานเป็นผลัดโดยเฉพาะกะกลางคืน การดื่มสุราและ การใช้ยาที่มีส่วนกดระบบประสาท เช่น ยาแก้หวัดบางชนิด และโรคที่รบกวนการนอน
     เมื่อคนเราอดนอนจะทำให้เกิดปัญหาทางอารมณ์ เพราะเกิดความไม่สมดุลในร่างกายและจิตใจ เช่น หงุดหงิด อามรณ์แปรปรวน ไม่สนใจสิ่งแวดล้อม เกิดปัญหาการมองเห็น เช่นอาการร้อนในลูกตา แสบตา เห็นภาพผิดปกติ หรือประสาทหลอน (หลังอดนอน 3 วัน) บางคนมีอาการเหมือนเข็มแทงที่มือ และเท้า และจะไวต่อความเจ็บปวดมาก
     การอดนอน คือ การนอนไม่เพียงพอทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ จะทำให้เกิด หนี้การนอน (sleep debt)” ซึ่งจะได้รับการชดเชยเสมอในการนอนหลับคืนถัดไป ถ้าเราอดนอนมากเกินไปหรืออดนอน คืนละน้อยแต่หลายคืนติดต่อกัน มันจะสะสมจนเกิดความง่วงจนไม่สามารถฝืน และอาจหลับในได้ ในเวลาต่อมา ช่วงที่เราง่วงหรือหลับใน เป็นช่วงที่ความสามารถในความจำ การตัดสินใจ การทำงาน ประสานกันของกล้ามเนื้อลดลงจนขาดหายไป และนำไปสู่อุบัติเหตุต่างๆ ได้ง่ายที่สุด
     ปัญหาที่อาจพบได้ในขณะนอนหลับ สำหรับบางคนจะมีการเปลี่ยนแปลงทางสรีระวิทยาภายในร่างกายขณะนอนหลับ ซึ่งอาจจะเกิดการ ขาดลมหายใจ หรือมีลมหายใจลดลงเป็นระยะในช่วงการนอนหลับ (sleep apnea-hypopnea syndrome) ขึ้นได้ ทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ รวมถึงทำให้คุณภาพและปริมาณการ นอนหลับไม่ดีพอด้วย ในระยะยาวมีโอกาสจะทำให้บุคคลนั้นเสี่ยงต่อการเกิดความดันโลหิตสูง โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และอัมพฤกษ์อีกด้วย ประเด็นนี้ยังรวมถึงโรคไหลตายที่พบมากในคนอีสาน และในต่างประเทศที่เป็นกันมาก โดยยังไม่มีผู้พิสูจน์สาเหตุได้แจ่มชัดจนวันนี้

การยืดตัวเพื่อสุขภาพ

   
     เตรียมตัวให้พร้อมในการทำกิจกรรมจะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงจากการเป็นอันตรายต่อกล้ามเนื้อหรือข้อต่อตามส่วนต่างๆของร่างกายและเป็นการเพิ่มพูนความยืดหยุ่นของร่างกายและสามารถช่วยให้คุณเล่นกีฬาได้ดีขึ้นอีกด้วย
     1. การก้าวเท้าไปข้างหน้า
     2. การหมุนคอ
     3. การหมุนข้อเท้า
     4. การยืดไหล่
     5. ท่านั่งยองๆ
     ทั้้งนี้ยังมีอีกหลายท่าที่สามารถทำได้ เพื่อให้คุณมีความพร้อมก่อนการออกกำลังกายและช่วยบรรเทาการเกิดกล้ามเนื้ออักเสบระหว่างออกกำลังกายได้

อุปกรณ์ในการออกกำลังกาย

   
    ให้สวมชุดที่มีการป้องกันอย่างเหมาะสมเสมอสำหรับการเล่นกีฬาเลือกชุดที่ต้องการและซื้อแบบที่เหมาะสมกับความต้องการ ให้ใส่ชุดที่เหมาะกับขนาดของคุณ เช่น สนับแข้ง หมวก ถุงมือ เสื้อชูชีพ รองเท้า ฯลฯ ซึ่งแล้วแต่ของชนิดกีฬาถอดเครื่องประดับออกก่อนที่จะเข้าร่วมเล่นกีฬา เพื่อป้องกันการสูญหายและใช้ผ้ายางพันรอบเเหวน ถ้าไม่ต้องการถอดออก
     ตัวอย่าง เช่น แว่นตา ให้เลือกแว่นตาที่มีเลนส์ป้องกันลมและแสงแดดที่ทำมาจากพลาสติกที่ไม่แตกง่าย รองเท้าที่สมควรใช้นั้น ควรจะสวมใส่สบายและมีความสามารถในการป้องกันได้เป็นอย่างดี

ความปลอดภัยต้องมาก่อน


     ในขณะที่อันตรายจากการเล่นกีฬาบางอย่างเป็นอุบติเหตุที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่อันตรายหลายๆอย่างก็สามารถป้องกันได้อย่างง่ายๆ โดยการป้องกันล่วงหน้า โดยการเอาใจใส่ต่อคำแนะนำที่มีความปลอดภัยก่อนการเริ่มต้นออกกำลังกาย
     อย่าออกกำลังกายในขณะที่คุณยังมีอาการเจ็บปวดจากการออกกำลังกายในครั้งก่อน
     อย่าออกกำลังกายอย่างหักโหมหากคุณมีความดันโลหิตสูงหรือเป็นโรคหัวใจ
     อย่าออกกำลังกายในขณะที่คุณตกอยู่ภายใต้ฤทธิ์ยาหรือเหล้า
     เนื่องจากว่าอันตรายหลายอย่างจากการเล่นกีฬาเป็นผลมาจากการเล่นที่ผิดวิธี ดังนั้นจึงเป็นการดีที่คุณจะต้องหาคำแนะนำพื้นฐานจากผู้รู้มาประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

การออกกำลังกายเป็นเรื่องจำเป็น


     ไม่ว่าคุณจะอยู่ในวัยหนุ่มสาว หรือวัยชรา ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง การมีสุขภาพดีของคุณจะได้มาจากการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
      การออกกำลังกายสองหรือสามครั้งในทุกๆสัปดาห์เป็นเวลาครั้งละ 20 นาทีจะทำให้คุณมีสุขภาพที่ดีในชีวิต การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะทำให้หัวใจและปอดของคุณทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง เป็นการพัฒนาทรวดทรงและท่าทางของคุณให้ดีขึ้น และสามารถป้องกันไม่ให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นได้
      การออกกำลังกายเป็นสิ่งสนุกสนานสำหรับเด็กๆ
เป็นสิ่งสำคัญที่เด็กๆจะได้เรียนรู้การมีส่วนร่วมในกิจกรรมและรู้จักคำว่า ให้อภัย